วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อุทกภัยในประเทศปากีสถาน พ.ศ. 2553


         อุทกภัยในประเทศปากีสถาน พ.ศ. 2553 เริ่มขึ้นในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 หลังเกิดฝนมรสุมตกหนักในหลายภูมิภาคของประเทศปากีสถาน และมีผลกระทบต่อที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ ประมาณหนึ่งในห้าของพื้นที่ปากีสถานทั้งหมดจมใต้น้ำ คิดเป็นราว 796,095 ตารางกิโลเมตร ตามข้อมูลของรัฐบาลปากีสถาน อุทกภัยดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อประชากรราว 20 ล้านคน ส่วนใหญ่จากการทำลายล้างทรัพย์สิน การดำรงชีพ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมียอดผู้เสียชีวิตเกือบ 2,000 คน
สาเหตุ
         อุทกภัยครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากฝนมรสุมมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน แผนที่ฝนตกผิดปกติซึ่งตีพิมพ์โดยนาซาแสดงให้เห็นฝนมรสุมหนาแน่นผิดปกติ อันคาดว่าเป็นผลจากปรากฏการณ์ลานีญา วันที่ 21 มิถุนายนกรมอุตุนิยมวิทยาปากีสถานเตือนว่าอุทกภัยในเขตเมืองและน้ำป่าไหลหลากอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายนทางตอนเหนือของประเทศกรมดังกล่าวได้บันทึกปริมาณน้ำฝนสูงกว่าปกติในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ. 2553 และเฝ้าระวังการเปลี่ยนรูปของคลื่นอุทกภัย (flood wave progression)  ปริมาณฝนตกนั้นเทียบได้กับเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยเมื่อพ.ศ.2531,253 และ 2540ปริมาณฝนฤดูมรสุมทั่วประเทศพ.ศ. 2553 เกิน 87% และสูงที่สุดนับแต่ พ.ศ. 2537และมากที่สุดเป็นอันดับสองในช่วงระยะเวลาห้าสิบปีหลังสุด

บทความในนิวไซแอนทิสต์คาดว่าสาเหตุของปริมาณฝนผิดปกติเกิดขึ้นจาก"การแข็ง"ของลมกรด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับรายงานว่ายังเป็นสาเหตุของคลื่นความร้อนและไฟป่าในรัสเซียอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นเดียวกับอุทกภัยในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2550
อุทกภัย
          ฝนฤดูมรสุมพยากรณ์ว่าจะตกต่อไปจนถึงต้นเดือนสิงหาคม และบรรรยายว่าเลวร้ายที่สุดในพื้นที่นี้ใน 80 ปีหลัง กรมอุตุนิยมวิทยาปากีสถานรายงานว่ามีฝนตกเกิน 200 มิลลิเมตรในช่วง 24 ชั่วโมงในรัฐไคเบอร์-ปัคตุนควาและรัฐปัญจาบ ฝนตกทำลายสถิติ 274 มิลลิเมตรในเปศวาร์ในช่วง 24 ชั่วโมง สถิติครั้งก่อน คือ 187 มิลลิเมตรในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 จนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม มีประชาชนมากกว่า 500,000 คนต้องย้ายออกจากบ้าน วันที่ 30 กรกฎาคม ManuelBessler หัวหน้าสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติแถลงว่ามี 36 เขตได้รับผลกระทบ และมีประชาชนเดือดร้อน 950,000 คน แม้เพียงหนึ่งวัน ตัวเลขรายงานได้เพิ่มขึ้นเป็นสูงถึงหนึ่งล้านคน และจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ทางสำนักงานฯ ได้เพิ่มตัวเลขเป็นเกือบ 20 ล้านคนได้รับผลกระทบ  จนถึงกลางเดือนสิงหาคม ตามข้อมูลของคณะกรรมการอุทกภัยกลางของรัฐ อุทกภัยครั้งนี้ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,540 คน ขณะที่อีก 2,088 คนได้รับบาดเจ็บ บ้านเรือนถูกทำลายไป 557,226 หลัง และอีกมากกว่า 6 ล้านคนพลัดถิ่นหนึ่งเดือนให้หลัง ตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเป็นเสียชีวิต 1,781 คน ได้รับบาดเจ็บ 2,966 คน และบ้านเรือนมากกว่า 1.89 ล้านหลังถูกทำลาย
ผลที่ตามมา
           โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของปากีสถานได้รับผลกระทบรุนแรงจากอุทกภัยซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่สายส่งไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าสายป้อนและโรงกำเนิดไฟฟ้า10,000แห่งในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำนั้นได้จมโรงกำเนิดไฟฟ้ากว่า 150 แห่งในกิลกิต ความเสียหายดังกล่าวทำให้ขาดแคลนพลังงานไป 3.135จิกะวัตต์ หน่วยงานให้ความช่วยเหลือเตือนว่าอาจเกิดโรคระบาด(เช่น กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ท้องร่วงและโรคผิวหนัง) เนื่องจากการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและการสุขาภิบาลเป็นความเสี่ยงร้ายแรงใหม่ของผู้ประสบอุทกภัยวันที่ 14 สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยอหิวาตกโรครายแรกเกิดขึ้นในเมืองมินโกรา ทำให้เกิดความกลัวแก่ผู้ประสบอุทกภัยนับล้านคน ผู้ซึ่งทรมานจากโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบและท้องร่วงอยู่ก่อนแล้วปากีสถานยังเผชิญกับการระบาดของมาลาเรีย

        สหประชาชาติประเมินว่าประชาชน 800,000 คนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจากอุทกภัยในปากีสถาน และสามารถเข้าถึงได้ทางอากาศเท่านั้น นอกจากนี้ยังแถลงว่ามีความต้องการเฮลิคอปเตอร์เพิ่มอีกอย่างน้อย 40 ลำเพื่อลำเลียงความช่วยเหลือช่วยชีวิตแก่ประชาชนที่สิ้นหวังมากขึ้นประชาชนที่ถูกตัดขาดมากนั้นอยู่ในเขตภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งถนนและสะพานถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำ





การบรรเทาสาธารณภัย
          จนถึงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปากีสถานได้ร้องขอผู้ให้บริจาคระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือจากภัยพิบัติดังกล่าว โดยได้รับจัดหาเฮลิคอปเตอร์ยี่สิบเอ็ดลำและเรือ150ลำเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตามข้อมูลขององค์การจัดการภัยพิบัติแห่งชาติขณะนั้น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำปากีสถานได้จัดเฮลิคอปเตอร์ให้เจ็ดลำ สหประชาชาติเริ่มการบรรเทาสาธารณภัยขององค์การและขอบริจาคเงิน 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดหาความช่วยเหลือทันที รวมทั้งอาหาร ที่พักและน้ำสะอาด วันที่ 14 สิงหาคม เลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มูน เดินทางเยือนปากีสถานเพื่อตรวจตราและอภิปรายการบรรเทาสาธารณภัย โฆษกกองทัพปากีสถานว่าได้มีการจัดวางกำลังพลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดและได้ช่วยเหลือประชาชนหลายพันคนนายกรัฐมนตรี ยูซัฟ ราซา กิลลานี เยือนรัฐและสั่งการให้กองทัพเรือปากีสถานช่วยอพยพผู้ประสบอุทกภัยจนถึงต้นเดือนสิงหาคม มีประชาชนได้รับการช่วยเหลือมากกว่า 352,291 คน
          ในการรับมือกับอุทกภัยแม่น้ำสินธุใน พ.ศ. 2516 และ 2519ที่ผ่านมาปากีสถานได้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทกภัยกลาง(FFC)ในพ.ศ.2520 FFCดำเนินการภายใต้กำกับกระทรวงน้ำและพลังงานของปากีสถานมีหน้าที่รับผิดชอบโครงการควบคุมอุทกภัยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของชาวปากีสถานจากผลกระทบของอุทกภัยนับแต่ก่อตั้ง FFC ได้รับงบประมาณแล้ว87,800ล้านรูปีปากีสถาน(ราว900ล้านดอลลาร์สหรัฐ)เอกสารFFCแสดงให้เห็นว่าหลายโครงการได้ริเริ่มขึ้นได้รับการสนับสนุนงบประมาณและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วแต่รายงานยังชี้ว่าแท้จริงแล้วมีการดำเนินการเพียงเล็กน้อยเพราะผู้นำไร้ประสิทธิภาพและการฉ้อราฎร์บังหลวง







                       แหล่งข้อมูล
อุทกภัยในประเทศปากีสถาน พ.ศ. 2553. 
สืบค้นวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556




พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของสถาบันพระปกเกล้า ตั้งที่อาคารกรมโยธาธิการเดิม บริเวณสี่แยกผ่านฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อาคารหลังนี้เป็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6-7 ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า ได้บูรณะเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จัดแสดงภาพถ่าย เอกสาร และพระราชประวัติของพระองค์
ประวัติ
        อาคารพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เริ่มก่อสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2449 ในปลายรัชกาลที่ 5 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 6 ปี และเปิดให้เช่าเป็นที่ตั้ง  "ห้างยอนแซมสัน" ดำเนินธุรกิจขายผ้าฝรั่งและตัดชุดสูทสากลที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมาเมื่อห้างยอนแซมสันเลิกกิจการ อาคารหลังนี้จึงเปลี่ยนเป็น "ห้างสุธาดิลก" ขายเครื่องก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 2476 กรมโยธาเทศบาลจึงเช่าอาคารใช้เป็นที่ทำการของกรม จนกระทั่งกรมนี้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมโยธาธิการดังในปัจจุบัน
รูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารหลังนี้ออกแบบโดยนายชาร์ล เบเกอแลง สถาปนิกชาวฝรั่งเศส-สวิส เป็นอาคาร 3 ชั้น อิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสสิค มีหอคอยยอดโดม ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นแบบกรีก-โรมัน ในปี พ.ศ. 2538 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานแห่งชาติ อาคารกรมโยธาธิการหลังนี้ ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมเรียกว่า พิพิธภัณฑ์รัฐสภา อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อยู่บริเวณใต้พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าอาคารรัฐสภา จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระมหากษัตริย์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 พระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์นำมาจัดแสดงและเปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี พ.ศ. 2523 ต่อมาในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2544 สถาบันพระปกเกล้าได้รับโอนอำนาจการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ฯ และได้รับความอนุเคราะห์จากกรมโยธาธิการให้ใช้อาคารที่ตั้งในปัจจุบัน
การจัดแสดง
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะจัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้
ห้องจัดแสดงชั้นที่ 1
ห้องจัดแสดงบริเวณชั้น 1 ของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้แก่ พระราชประวัติส่วนพระองค์ ตั้งแต่ขณะทรงพระเยาว์ อภิเษกสมรส จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2527 รวมทั้ง การจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น การเสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และพระราชกรณียกิจขณะเสด็จกลับมาประทับ ณ ประเทศไทยเป็นการถาวร นอกจากนี้ ยังจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ด้วย
ห้องจัดแสดงชั้นที่ 2
ห้องจัดแสดงบริเวณชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ขณะทรงพระเยาว์ เสด็จเข้าศึกษาที่ทวีปยุโรป ทรงพระผนวช ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ (พระยศขณะนั้น) เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงสละราชสมบัติ จนกระทั่ง เสด็จสวรรคตและการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระทั่ง เชิญพระบรมอัฐิกลับมายังประเทศไทย นอกจากนี้ ยังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระจริยวัตรและพระราชนิยมส่วนพระองค์ในด้านต่าง ๆ เช่น ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์
ห้องจัดแสดงชั้นที่ 3
ห้องจัดแสดงบริเวณชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น ฉลองพระองค์ พระมาลา ฉลองพระบาท รวมทั้ง พระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยที่สมบูรณ์ การพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่จบการศึกษาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย พระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญในพิธีฉลองพระนคร 150 ปี การเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้าและปฐมบรมราชานุสรณ์ พระราชลัญจกรในพระองค์
ภายในพิพิธภัณฑ์ฯนี้ มีทั้งรูปภาพ ประราชประวัติ และข้าวของเครื่องใช้ทั้งเครื่องแต่งกาย อาวุธ เครื่องใช้ รวมถึงของสะสม และสิ่งของต่างๆที่พระองค์รัชกาลที่ 7 เคยใช้ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีให้ทรงนำมาจัดแสดง "พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" รับรองว่าจะได้เห็นถึงอดีตเหมือนได้นั่งเครื่องไทม์แมกชีนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์อันทรงคุณค่าของยุคนั้นเลยทีเดียว

"หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

       วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 เวลา 12.30-16.30 พิพิธภัณฑ์ฯได้จัดงานเสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน" โดยวิทยากรคือคุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุศิริราชพยาบาล และคุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรบรรณาธิการบริหารนิตยสารลิซ่า

เริ่มจาก น.ส.วิกัลย์ ที่สะท้อนบทบาทโดดเด่นของผู้หญิงในช่วงหลังเสียกรุงจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 (2310-2488) โดยเฉพาะรัชสมัย ร.6-ร.7 อย่างการได้รับการศึกษาและความรู้ด้านการพยาบาล ที่สื่อว่าบทบาทของผู้หญิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่งานครัวเท่านั้น "ปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3ที่เริ่มมีการทำการค้ากับชาวตะวันตก เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้หญิงไทยต้องเปลี่ยนหน้าที่มาทำการค้าขายมากกว่าการทำงานบ้านอย่างการปักผ้าทอผ้า เรื่อยมาจนถึงรัชกาล 4 ส่วนรัชกาลที่ 5 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของหญิงไทยครั้งสำคัญ เพราะไม่เพียงแค่ประเทศสยามจะรับวัฒนธรรมการแต่งกายจากตะวันตก แต่ผู้หญิงไทยเริ่มได้รับการศึกษามากขึ้น เช่น มีการตั้ง รร.กุลสตรีวังหลัง ซึ่ง รร.สำหรับผู้หญิงที่เด่นชัดที่สุดนั้น คือรร.หญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้ ที่ก่อตั้งโดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี)
จวบจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 6ที่เริ่มตระหนักสิทธิของผู้หญิงมากขึ้น โดยกฎมณเฑียรบาลระบุว่า การแต่งงานระหว่างชายหญิงนั้นจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ถือเป็นคู่อภิเษกคู่แรกที่ทรงจดทะเบียนสมรสรวมถึงการตั้งสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม สภากาชาดไทย ที่เน้นให้ผู้หญิงมีบทบาทในการทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยเหลือสังคมมากขึ้นเช่นกัน"
ส่วนพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี ผู้คร่ำหวอดในแวดวงนิตยสารมากว่า 30 ปี ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงผ่านรูปแบบของแมกกาซีน เพื่อให้เห็นภาพหญิงไทยที่เป็นตัวของตัวเองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันว่า จากประสบการณ์ด้านสื่อมวลชนมากว่า 30 ปีนั้นมองว่านิตยสารเป็นอะไรที่สื่อบทบาทของผู้หญิงไทยได้เห็นชัดเจนที่สุดโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิงที่บูมสุดๆ ในช่วงรัชกาลที่ 6-7ที่รู้จักกันดีว่า "หญิงไทย"ซึ่งไม่เพียงรวบรวมไว้ซึ่งคอลัมน์สำหรับผู้หญิง แต่เนื้อหาภายในยังสะท้อนถึงความขัดแย้งถกเถียงถึงสถานภาพของผู้หญิงเช่นกัน จึงตอบโจทย์ผู้หญิงได้ดี ซึ่งทำให้ตระหนักว่าผู้หญิงเริ่มตื่นตัวและหันมาสนใจในสิทธิของตัวเอง มากกว่าที่จะสนใจเพียงเนื้อหาทั่วๆ ไปของนิตยสารที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสืออ่านเล่นในบ้านเราอย่าง "นารีรมย์" และ "กุลสตรี"
พี่แอ้กล่าวปิดท้ายว่า ภาพรวมบทบาทของผู้หญิงไทยต่อจากนี้คงเป็นเรื่องของการยอมรับและช่วยเหลือซึ่งกันระหว่างหญิงและชายเพื่อให้นำมาซึ่งการสร้างพื้นที่ดีๆร่วมกัน โดยใช้ความประนีประนอม เพราะปัจจุบันผู้ชายยอมรับและเคารพในความแตกต่างระหว่างหญิงและชายมากขึ้น จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการที่ผู้หญิงจะต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ พูดง่ายๆว่าทั้งหญิงและชายไม่ต่อสู้กันแล้วค่ะ เพราะโลกในยุคปัจจุบันสังคมเปิดกว้างสำหรับผู้หญิงในทุกๆเรื่อง.












           แหล่งข้อมูล
             พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.
             เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/kingprajadhipokmuseum
             สืบค้นวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556











ประเทศสเปน



สเปน (อังกฤษ: Spain; สเปน: España) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสเปน (อังกฤษ: Kingdom of Spain; สเปน: Reino de España)เป็นประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียร่วมกับโปรตุเกสและอันดอร์ราสเปนมีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวเทือกเขาพิเรนีสชนชาติต่างๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนที่เป็นประเทศสเปนตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น เคลต์ ไอบีเรียน โรมัน วิซิกอทและมัวร์ในยุคกลางพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมเป็นเวลาอย่างน้อยห้าร้อยปีชาวมัวร์ยังคงหลงเหลืออยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย      จนกระทั่งในปี ค.ศ.1492(พ.ศ.2035)ซึ่งเป็นปีที่ราชอาณาจักรคาสตีลและอารากอนสามารถขับไล่ชาวมัวร์ออกไปได้สำเร็จหลังจากเกิดกระบวนการพิชิตดินแดนคืนที่ยาวนานถึง 770 ปี และในปีเดียวกัน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสยังได้ค้นพบโลกใหม่นำไปสู่การกำเนิดจักรวรรดิสเปนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก สเปนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในยุโรปขณะนั้นแต่สงครามที่มีอย่างต่อเนื่องและปัญหาอื่น ๆ ก็ทำให้ความยิ่งใหญ่ของประเทศลดลงไป ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่20 สเปนมีการปกครองระบอบเผด็จการ แต่ปัจจุบันปกครองโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่มีการผ่านรัฐธรรมนูญของสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)
ประวัติศาสตร์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์และก่อนโรมัน
หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์แรกสุดของมนุษย์วานรโฮมินิดส์ที่อาศัยอยู่ในยุโรปถูกค้นพบที่ถ้ำอาตาปวยร์กา(Atapuerca) ในสเปนซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญของการศึกษาบรรพชีวินวิทยาของโลก เนื่องจากได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุประมาณ 1 ล้านปีที่นั่นด้วย
มนุษย์สมัยใหม่พวกโครมันยองได้เริ่มเข้ามาในคาบสมุทรไอบีเรียจากทางเหนือของเทือกเขาพิเรนีสเมื่อ 35,000 ปีมาแล้ว สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์คือภาพวาดที่มีชื่อเสียงในถ้ำอัลตามีราทางภาคเหนือ เขียนขึ้นเมื่อ 15,000ปีก่อนคริสต์ศักราชและได้รับการยกย่องร่วมกับภาพเขียนที่ปรากฏในถ้ำลาสโกประเทศฝรั่งเศส ในฐานะตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของจิตรกรรมถ้ำวัฒนธรรมเมืองแรกเริ่มสุดที่ถูกอ้างถึงในเอกสารได้แก่ เมืองกึ่งโบราณทางภาคใต้ที่มีชื่อว่า (Tartessos) มีอายุประมาณก่อน1,100ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ ชาวฟีนิเชีย กรีก และคาร์เทจที่ท่องไปตามท้องทะเลได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลายครั้งและได้ตั้งอาณานิคมการค้าขึ้นที่นั่นอยู่เป็นเวลาหลายศตวรรษ
ประมาณ 1,100ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ พ่อค้าชาวฟีนิเชียได้มาตั้งสถานีการค้าที่เมืองกาดีร์ (ปัจจุบันคือเมืองกาดิซ)ใกล้กับตาร์เตสโซส ในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช นิคมชาวกรีกแห่งแรก ๆ เช่น เอมโพเรียน (เอมปูเรียสในปัจจุบัน)เป็นต้น เกิดขึ้นตามชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันออก ส่วนชายฝั่งทางใต้เป็นนิคมฟีนิเชีย เมื่อถึง 600 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ ชาวคาร์เทจได้มาถึงไอบีเรียขณะที่เกิดการต่อสู้กับชาวกรีก(และชาวโรมันในเวลาต่อมา) เพื่อควบคุมบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก อาณานิคมคาร์เทจที่สำคัญที่สุดคือ คาร์ทาโกโนวา (Carthago Nova) ซึ่งเป็นชื่อภาษาละตินของเมืองการ์ตาเฮนาในปัจจุบัน ชาวคาร์เทจได้ครอบครองชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเวลาสั้น ๆ ในช่วงสงครามพิวนิก จนกระทั่งถูกชาวโรมันพิชิตและขับไล่ออกไปในที่สุด
ชนพื้นเมืองที่ชาวโรมันพบขณะที่ขยายอำนาจเข้าไปในบริเวณสเปนปัจจุบันนั้น คือพวกไอบีเรียน (Iberians)อาศัยอยู่ตั้งแต่ส่วนตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรตลอดจนถึงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพวกเคลต์(Celts)ที่ส่วนใหญ่ตั้งหลักแหล่งอยู่ทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทร ส่วนทางตอนในซึ่งเป็นที่ที่ชนทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาติดต่อกัน ได้เกิดกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมแบบผสมและเป็นลักษณะเฉพาะตัว คือ เคลติเบเรียน (Celtiberian)
คริสต์ศตวรรษที่ 20
ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศสเปนก็ยังไม่อยู่ในความสงบเท่าใดนัก ชาวสเปนบางคนพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ) และผลักดันให้กษัตริย์ออกไปจากประเทศ อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) ความขัดแย้งระหว่างชาวสเปนกลุ่มที่นิยมประชาธิปไตยกับชาวสเปนที่นิยมเผด็จการได้ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองสเปนขึ้นจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) ฝ่ายนิยมประชาธิปไตยพ่ายแพ้ และผู้นำเผด็จการที่มีชื่อว่า ฟรันซิสโก ฟรังโก ก็ได้เข้ามามีอำนาจในรัฐบาล
หลังจากจอมพลฟรังโกถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518)เจ้าชายควน การ์โรส (Prince Juan Carlos) ผู้เป็นพระราชนัดดาของกษัตริย์สเปนที่ถูกผลักดันให้ออกจากประเทศ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสเปน จากการรับรองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน ปี ค.ศ. 1978 การเข้ามาของระบอบประชาธิปไตยได้ทำให้แคว้นบางแห่ง ได้แก่ บาสก์ และนาวาร์ ได้รับอัตตาณัติ (ความเป็นอิสระ) ทางการเงินอย่างสมบูรณ์ และแคว้นหลายแห่ง ได้แก่ บาสก์ คาเทโลเนีย กาลิเซีย และอันดาลูเซียก็ได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายไปสู่แคว้นอื่นๆ ในสเปนเช่นกัน ทำให้สเปนกลายเป็นเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจทางการปกครองมากที่สุดในยุโรปตะวันตก แต่ในแคว้นบาสก์ยังคงมีลัทธิชาตินิยมหัวรุนแรงซึ่งสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายขององค์การเพื่อมาตุภูมิและอิสรภาพบาสก์หรือ "เอตา" (ETA) ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1959 ให้ก่อวินาศกรรมเพื่อแยกแคว้นนี้เป็นประเทศเอกราช อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2011 กลุ่มนี้ก็ได้ประกาศวางอาวุธอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่รัฐธรรมนูญสเปนฉบับปัจจุบันผ่านความเห็นชอบในปี ค.ศ. 1978                  (พ.ศ. 2521) ประเทศสเปนมีนายกรัฐมนตรี (Presidentes del Gobierno) มาแล้ว 5 คน ได้แก่
นายอาดอลโฟ ซัวเรซ กอนซาเลซ (Adolfo Suárez González)ค.ศ. 1977-1981 (พ.ศ. 2520-2524)
นายเลโอปอลโด กัลโบ โซเตโล อี บุสเตโล (Leopoldo Calvo Soteloy Bustelo)ค.ศ. 1981-1982 (พ.ศ. 2524-2525)
นายเฟลีเป กอนซาเลซ มาร์เกซ (Felipe González Márquez) ค.ศ. 1982-1996 (พ.ศ. 2525-2539)
นายโคเซ มารีอา อัซนาร์ โลเปซ (José María Aznar López) ค.ศ. 1996-2004 (พ.ศ. 2539-2547)
นายโคเซ ลุยส์ โรดรีเกซ ซาปาเตโร (José Luis Rodríguez Zapatero) ค.ศ. 2004-2011 (พ.ศ. 2547-2554)
นายมาเรียโน ราโคย เบรย์ (Mariano Rajoy Brey) ค.ศ. 2011-ปัจจุบัน
ทุกวันนี้ สเปนเป็นประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำธุรกิจติดต่อค้าขายกับหลายประเทศในโลก รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป และใช้สกุลเงินยูโรในฐานะสกุลเงินประจำชาติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541

ความสัมพันธ์ของไทย – สเปน ในอดีต


ความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมือง


กุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา อธิบดีกรมยุโรป
มีหลักฐานจากการค้นคว้าของฝ่ายสเปนว่าเมื่อปีค.ศ. 1540 (พ.ศ. 2083)นาย Pero Diazเป็นชาวสเปนคนแรกที่เดินทางมาไทย โดยขึ้นฝั่งที่จังหวัดปัตตานี เมืองขึ้นของอยุธยา ในสมัยพระไชยราชาธิราชนับเป็นชาวยุโรปชาติที่ 2 ที่เดินทางมาไทยในสมัยนั้น ต่อจากชาวโปรตุเกสซึ่งเดินทางมาไทยในสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 เมื่อราวปี พ.ศ. 2061 ต่อมาในสมัยพระมหาธรรมราชา ในปี พ.ศ. 2129 นาย Santiago de Vera ข้าหลวงสเปนที่ปกครองฟิลิปปินส์ได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางมาเปิดความสัมพันธ์กับอยุธยา ซึ่งกษัตริย์ไทยให้ความสนใจ แต่ก็มิได้ดำเนินการอย่างไรต่อไป

 ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ไทยกับสเปนได้ติดต่อค้าขายกันโดยผ่านทางฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของสเปน โดยไทยส่งออกไม้และตะกั่วที่จำเป็นสำหรับการต่อเรือให้สเปนและซื้อสินค้าประเภทอาวุธจากสเปนแต่ความสัมพันธ์ทางการค้าและอื่นๆไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไรนัก เนื่องจากสเปนมีคู่แข่งคือโปรตุเกส ซึ่งวางรากฐานทางการค้าไว้อย่างมั่นคงแล้ว ในขณะที่การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของสเปนก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะกษัตริย์ไทยและชาวไทยไม่ได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด  หลังจากรัชสมัยพระนารายณ์ ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยากษัตริย์ไทยรัชกาลต่อๆมา ไม่โปรดปรานชาวตะวันตก เพราะเกรงว่าจะเข้ามายึดครองไทยและครอบงำทางศาสนา จึงขับไล่ทั้งฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา และสเปนออกไปจากประเทศเป็นจำนวนมาก
ชาวยุโรปเริ่มเข้ามาเมืองไทยอีกครั้งตั้งแต่รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลที่ 4 ถือเป็นยุคสำคัญของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างระหว่างไทยกับประเทศตะวันตกซึ่ง กำลังล่าเมืองขึ้นในเอเชียอย่างขะมักเขม้น
สเปนและไทยได้ทำสนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ ( Treaty of Friendship, Commerce and Navigation ) ซึ่งถือเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2413 ( ค.ศ. 1870 ) ในรัชกาลที่ 5 ช้ากว่าที่ไทยทำกับประเทศตะวันตกอื่นๆกว่า 10 ปี
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426ไทยได้ตั้งอัครราชทูตประจำยุโรปให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาดริด ด้วย และในปี พ.ศ. 2504 ได้ยกระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูตโดยได้ตั้งเอกอัครราชทูตไทยคนแรกไปประจำ กรุงมาดริดเมื่อ พ.ศ. 2506
นอกจากสถานเอกอัครราชทูตแล้ว ที่กรุงมาดริด ไทยยังมีสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและทหารเรือสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และสำนักงานการบินไทย นอกจากนี้มีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยอีก 2 แห่งที่นครบาร์เซโลน่าและที่หมู่เกาะคานารี


ด้านการเมือง

ไทยและสเปนมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นไม่เคยมีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกันทั้งนี้เป็นเพราะทั้งสองประเทศมีอุดมการณ์และนโยบายที่สำคัญหลายประการสอดคล้องกัน เช่น การมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ซึ่งสเปนไม่มีท่าทีขัดขวางต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่าง ASEAN-EUโดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับพม่า นอกจากนี้ สเปนยังเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนท่าทีของไทยมาโดยตลอดทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เช่น การสนับสนุน ฯพณฯ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WTO และการสนับสนุนคำขอของไทยให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาเปิดโควต้าภาษี(Global Quota)นอกกรอบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโครงการใหม่ (GSP) สำหรับสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งให้แก่ไทย นอกจากนั้น การแลกเปลี่ยนการเยือน ระหว่างบุคคลสำคัญของประเทศทั้งสองที่มีมาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย
ด้านเศรษฐกิจ
     โดยทั่วไปการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสเปนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตามปริมาณการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก เนื่องมาจากผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนหน้านี้ แต่แนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของทั้งสองประเทศจะเป็นแรงจูงใจให้ นักธุรกิจของทั้งสองประเทศหันมาค้าขายและลงทุนระหว่างกันมากขึ้น












แหล่งข้อมูล
สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา .ความสัมพันธ์ของไทย – สเปน ในอดีต. เข้าถึงได้จาก  http://www.ayutthayastudies.aru.ac.th/content/view/698/32/
สืบค้นวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556